ยุทธศาสตร์การจัดการความรู้ คือ การวางแผนงาน ในการรวบรวม สร้าง จัดระบบ แลกเปลี่ยน และประยุกต์ใช้ในองค์กร โดยพัฒนาจัดข้อมูล ไปสู่สารสนเทศ เพื่อให้เกิดความรู้และปัญญามากที่สุด
โดย อาจารย์ ดร. สมชาย เทพแสง
ความรู้ประเภทแรก หรือ “ความรู้ชัดแจ้ง” เป็นความรู้ที่เรามักเห็นได้เป็นรูปธรรมว่าเป็นความรู้ อยู่ในตำราเป็นเอกสารอยู่ใน Internet บ้าง เช่น พวกหลักวิชาหรือทฤษฎีทั้งหลายอันได้มาจากการวิเคราะห์ผ่านกระบวนการพิสูจน์ ผ่านกระบวนการวิจัย การจัดการความรู้ชัดแจ้งนี้จึงแสดงออกมาในรูปวงจรด้านซ้าย (ดังรูป) โดยขออธิบายเริ่มต้นจากหมายเลข 1 “การเข้าถึง” ความรู้อยู่ที่ไหนสักแห่ง การมีความรู้แต่เข้าถึงไม่ได้ก็ไร้ประโยชน์ และเมื่อเข้าถึงแล้วต้องไม่บุ่มบ่ามนำความรู้ที่ได้มาใช้แบบไม่ลืมหูลืมตา ต้องตีความและปรับความรู้นั้นให้เข้ากับบริบทของตนแล้ว “นำไปใช้” (หมายเลข 2) และเรามักจะพบว่าเมื่อเรานำความรู้ไปใช้แล้ว เรามักจะพบว่ามีสิ่งที่สามารถเรียนรู้ได้มากขึ้นไปอีกเสมอ เป็น “การยกระดับการเรียนรู้” (หมายเลย 3) ซึ่งหลังจากที่ได้ยกระดับความรู้ขึ้นแล้ว ก็มี “การรวบรวมจัดเก็บความรู้” (หมายเลข 4) นี้ไว้ให้เป็นระบบ หมวดหมู่ เพื่อให้สามารถสืบค้นเข้าถึงได้ง่าย กลายเป็นวงจรต่อยอดขึ้นไปเรื่อย ๆ
ส่วนความรู้แระเภทที่สอง หรือ “ความรู้ฝังลึก” เป็นความรู้ที่เห็นได้ไม่ชัด เป็นความรู้ที่มาจากการปฏิบัติบ้างเป็น “เคล็ดวิชา” บ้างเป็น “ภูมิปัญญา” เป็นสิ่งที่มาจากการใช้วิจารณญาณ ปฏิภาณไหวพริบ เป็นเทคนิคเฉพาะตัวของผู้ปฏิบัติแต่ละคน ดังนั้นการจัดการความรู้ฝังลึกนี้จึงไม่ง่ายนัก เพราะเราไม่สามารถฝืนใจให้ใครถ่ายทอดความรู้ต่าง ๆ ออกมาได้ ขั้นตอนแรกหมายเลข 5 จึงเป็นเรื่องการสร้างบรรยากาศกัลยาณมิตรมีใจแบ่งปันกัน แล้วจัดให้เกิดการแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ร่วมกัน (หมายเลข 6) สามารถสร้างความรู้ใหม่ได้ภายในตนเอง (หมายเลข 7) แล้วนำไปปรับใช้ในการทำงานครั้งต่อ ๆ ไป (หมายเลข 8) เป็นวงจรที่หมุนไม่หยุด
หัวปลา (Knowledge Vision) : หรือตัวย่อ KV คือเป้าหมายของการจัดการความรู้ เป็นการตอบคำถามว่าประเด็นที่น่าจะนำมาจัดการความรู้นั้นเป็นเรื่องอะไร เกี่ยวข้องหรือสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ พันธกิจ และยุทธศาสตร์ ขององค์กรอย่างไร “หัวปลา” นี้ให้ดี เพื่อไม่ให้ปลาว่ายไปผิดทาง ดังนั้นคำถามสำคัญที่ต้องตอบให้ได้ก็คือ “เรากำลังจะทำ KM ไปทำไม ทำไปเพื่ออะไร ? เรากำลังจะจัดการความรู้เกี่ยวกับเรื่องอะไร ?”
ตัวปลา (Knowledge Sharing) : หรือตัวย่อ KS คือการแลกเปลี่ยวความรู้ (Share & Learn) ซึ่งถือว่าเป็น “หัวใจ” ของการทำการจัดการความรู้ เป็นกระบวนการที่ทำได้ไม่ง่าย เพราะการที่คนเราจะแบ่งปันความรู้ที่มีอยู่ในตัวออกมาให้กับผู้อื่นนั้น ต้องอาศัยความเป็นกัลยาณมิตร และความไว้วางใจกัน บรรยากาศที่ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้จะต้องเป็นบรรยากาศแบบสบาย ๆ ให้ความรู้สึกเป็นกันเอง ไม่เกร็ง ไม่เคร่งเครียด และไม่รู้สึกว่าเป็นทางการมากนัก และที่สำคัญคือผู้ร่วมวงแลกเปลี่ยนต้องมีใจ “เปิดรับ” ฟังได้อย่างไม่มีอคติ โดย “คุณอำนวย” (Knowledge Facilitator) จะเป็นผู้อำนวยให้การแลกเปลี่ยนเรียนรู้นี้ลื่นไหล ไม่หลุดนอกประเด็น และคอยกระตุ้นให้เกิดการเล่าความรู้ฝังลึกออกมาต่อยอดกัน
หางปลา (Knowledge Asset) : หรือตัวย่อ KA หมายถึง “คลังความรู้” ซึ่งเปรียบเสมือนที่ที่เราเอาความรู้ที่ได้มาใส่ไว้ แล้วจัดระบบให้เก็บเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้สามารถเข้าถึงได้ง่าย เพื่อตัว .คุณกิจ” (Knowledge Pracititoner) ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติทำกิจกรรมใช้ความรู้นั้น ๆ จะนำไปใช้ต่อยอด ซึ่งที่ผ่านมาคลังความรู้ก็ทำได้หลายรูปแบบไม่เฉพาะออกมาเป็นเอกสาร ตำรา และคลังความรู้ที่ดีนั้นควรจะมีทั้ง 3 ส่วน คือ มี “ความรู้ฝังลึก” (Tacit Knowledge) ที่เก็บเทคนิค รายละเอียด และแรงบันดาลใจ มีส่วนเป็น “ความรู้ชัดแจ้ง” (Explicit Knowledge) ที่ได้มาจากการวิเคราะห์ สังเคราะห์ ถอดบทเรียนจากเรื่องเล่าแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และส่วนที่สามเป็นส่วนอ้างอิงถึง “แหล่งความรู้” ทั้งที่เป็นเอกสารและบุคคลผู้รู้ ผู้ปฏิบัติในเรื่องนั้น ๆ